คำตอบโดยสรุป

คลินิกควรเริ่มจากทำบัญชีกิจกรรมข้อมูล ระบุว่าเก็บข้อมูลอะไร จากใคร เพื่อวัตถุประสงค์ใด ใช้ฐานกฎหมายอะไร ส่งให้ใคร และเก็บนานเท่าใด แล้วจำกัดสิทธิการเข้าถึง ทำ privacy notice สัญญาผู้ประมวลผล ขั้นตอนรับคำขอเจ้าของข้อมูล และแผนรับเหตุข้อมูลรั่วไหลให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของข้อมูลสุขภาพ

ความยินยอมไม่ใช่คำตอบของทุกกิจกรรม

การรักษาพยาบาล การเรียกเก็บเงิน การส่งตรวจ การประกันคุณภาพ การตลาด และการวิจัยมีวัตถุประสงค์และฐานกฎหมายต่างกัน การนำแบบยินยอมใบเดียวไปครอบคลุมทุกอย่างอาจไม่ชัดเจนและถอนความยินยอมได้ยาก

องค์กรควรแยกกิจกรรมที่จำเป็นต่อการให้บริการออกจากกิจกรรมเสริม เช่น การใช้ภาพก่อน–หลังเพื่อโฆษณา พร้อมอธิบายผลเมื่อไม่ให้ความยินยอมอย่างตรงไปตรงมา

ระบบขั้นต่ำที่คลินิกควรมี

  • บัญชีกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลและผู้รับผิดชอบในแต่ละระบบ
  • สิทธิการเข้าถึงตามหน้าที่ พร้อม log และการทบทวนสิทธิเมื่อพนักงานย้ายหรือลาออก
  • ข้อตกลงกับผู้ให้บริการ cloud, ระบบนัดหมาย, ห้องแล็บ, call center และผู้ทำการตลาด
  • ระยะเวลาเก็บและวิธีทำลายเอกสาร กระดาษ สำรองข้อมูล และอุปกรณ์เก่า
  • กระบวนการตรวจสอบคำขอเข้าถึง แก้ไข คัดค้าน หรือลบข้อมูลตามสิทธิที่ใช้ได้
  • แผนตอบสนองเหตุรั่วไหลที่ระบุผู้ตัดสินใจ ช่องทางสอบสวน และวิธีลดความเสียหาย

เมื่อจะใช้ข้อมูลในคดีหรือการร้องเรียน

การใช้ข้อมูลเพื่อก่อตั้ง ใช้ หรือยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องอาจมีฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ควรใช้เท่าที่จำเป็นและรักษาความลับ การส่งเวชระเบียนทั้งแฟ้มโดยไม่คัดขอบเขตอาจสร้างความเสี่ยงเกินวัตถุประสงค์

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ป่วยเซ็นยินยอมแล้ว ใช้ภาพเพื่อโฆษณาได้ตลอดไปหรือไม่?

ควรตรวจว่าความยินยอมเฉพาะเจาะจง เข้าใจง่าย แยกจากบริการหลัก และมีวิธีถอนหรือไม่ รวมถึงต้องหยุดใช้เมื่อฐานกฎหมายสิ้นสุดตามกรณี

ส่งผลตรวจผ่าน LINE ได้หรือไม่?

ต้องประเมินตัวตนผู้รับ ความจำเป็น ความเสี่ยง และมาตรการของช่องทาง ไม่ควรส่งข้อมูลละเอียดผ่านบัญชีส่วนตัวหรือกลุ่มที่ควบคุมสมาชิกไม่ได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. GPPC โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  2. GPPC — ตัวอย่างนโยบายความเป็นส่วนตัวและฐานตามมาตรา 24 และ 26
  3. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ — สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ